พลับพลา สรรพคุณและประโยชน์

ต้นพลับพลา จัดเป็นไม้ยืนต้นหรือเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีความสูงของต้นประมาณ 15 ต้น ลำต้นตั้งตรง เปลือกลำต้นเป็นสีเทาและแตกล่อนเป็นสะเก็ดบางๆ เปลือกด้านในเป็นสีชมพู และมีเส้นใยเรียงตัวเป็นชั้น ที่กิ่งอ่อนและก้านใบจะมีขนลักษณะเป็นรูปดาวอยู่หนาแน่น

สมุนไพร พลับพลา

สมุนไพร ต้นพลับพลา ชื่อวิทยาศาสตร์ Microcos tomemtosa Smith, Microcos paniculata Linn. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Grewia paniculata Roxb. ex DC.) จัดอยู่ในวงศ์ TILIACEAE หรือวงศ์ MALVACEAE เช่นเดียวกับกระเจี๊ยบแดง กระเจี๊ยบเขียว ครอบฟันสี ชบา ปอกะบิด โพทะเล หญ้าขัด หญ้าขัดใบยาว หญ้าขัดใบป้อม และหญ้าขัดหลวง โดยมีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม ไทย ลาว พม่า มาเลเซีย กัมพูชา จีน ไปจนถึงอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

สมุนไพร พลับพลา มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า หลาย (แม่ฮ่องสอน), กะปกกะปู (พิษณุโลก), สากกะเบือละว้า (สุโขทัย), คอมขน (ชัยภูมิ), มลาย (ชลบุรี, จันทบุรี, ตราด), พลาขาว (ชุมพร), พลาลาย (ตรัง), พลา (ยะลา,ปัตตานี, ระนอง), พลับพลา ขี้เถ้า (ภาคกลาง), กอม กะปกกะปู คอม พลา ลาย สากกะเบือดง สากกะเบือละว้า หมากหอม (ภาคเหนือ), คอมเกลี้ยง พลองส้ม (ภาคตะวันออก), ก้อมส้ม คอมส้ม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), หมากหอม (ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), น้ำลายควาย พลาขาว พลาลาย (ภาคใต้), มลาย (ภาคตะวันออกเฉียงใต้), จือมือแก (มลายู-ภาคใต้), ปะตัดหูเปี้ยว (เมี่ยน), เกลี้ยง, ก่อออม, กะผล้า, ขนาน, ข้าวจี่, จุกขวด, ม่วงก้อม, มะก้อม, มะคอม, ม้าลาย, ไม้ลาย, ลอมคอม เป็นต้น

ลักษณะของพลับพลา

ต้นพลับพลา จัดเป็นไม้ยืนต้นหรือเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีความสูงของต้นประมาณ 15 ต้น ลำต้นตั้งตรง เปลือกลำต้นเป็นสีเทาและแตกล่อนเป็นสะเก็ดบางๆ เปลือกด้านในเป็นสีชมพู และมีเส้นใยเรียงตัวเป็นชั้น ที่กิ่งอ่อนและก้านใบจะมีขนลักษณะเป็นรูปดาวอยู่หนาแน่น โดยต้นพลับพลามักจะขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าผลัดใบผสม และป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 50-300 เมตร บ้างก็ว่า 100-600 เมตร

ใบพลับพลา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปวงรีแกมรูปขอบขนาน หรือเป็นรูปวงรีแกมรูปไข่กลับ หรือเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ โคนใบสอบมนหรือกลม ส่วนปลายใบแหลม ขอบใบเป็นหยักแบบฟันเลื่อยและไม่เป็นระเบียบที่ปลายใบส่วนกลางและโคนใบ ขอบเรียบ ปลายใบมีติ่งแหลมสั้นๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6.5-19 เซนติเมตร แผ่นใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวหม่น แผ่นใบมีลักษณะคล้ายกระดาษถึงกึ่งหนาคล้ายกับแผ่นหนัง และมีขนรูปดาวขึ้นอยู่ทั้งสองด้าน โดยด้านล่างจะมีขนขึ้นหนาแน่นกว่า และใบมีเส้นแขนงใบอยู่ข้างละประมาณ 4-9 เส้น มี 3 เส้น ออกจากโคนใบ โดยเส้นใบย่อยจะคล้ายกับขั้นบันได้ มองเห็นได้ชัดเจนที่ด้านล่าง ส่วนก้านใบมีความประมาณ 6-12 มิลลิเมตร และมีขนขึ้นหนาแน่น

ดอกพลับพลา ออกดอกเป็นช่อกระจุกแยกแขนงตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง มีความยาวประมาณ 3-15 เซนติเมตร ลักษณะของดอกตูมกลม มีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกเป็นสีเหลือง ส่วนก้านและแกนช่อดอกมีขนอยู่หนาแน่น ส่วนใบประดับเป็นรูปแถบหรือเป็นรูปใบหอก มีความยาวได้ถึง 1 เซนติเมตร และมีขนอยู่หนาแน่น ส่วนก้านดอกมีความยาวประมาณ 3-15 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 มิลลิเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ แยกออกจากกันเป็นอิสระ ลักษณะคล้ายรูปช้อน มีความกว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 6-7 มิลลิเมตร และมีขนอยู่ทั้งสองด้าน ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ แยกออกจากกันเป็นอิสระ ลักษณะเป็นรูปไข่แกมรูปใบหอก มีความกว้างประมาณ 0.5-1.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.5-3 มิลลิเมตร และมีขนสั้นๆ อยู่ทั้งสองด้าน ที่โคนกลีบด้านในมีต่อมลักษณะเป็นรูปรี ดอกมีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ก้านชูอับเรณู โคนมีขน ปลายเกลี้ยง ส่วนรังไข่จะอยู่เหนือวงกลีบ ลักษณะเป็นรูปวงกลม กว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มีขนอยู่หนาแน่นมี 2-4 ช่อง โดยในแต่ละช่องมีออวุลอยู่ 2 เม็ด โดยจะออกดอกในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม

ผลพลับพลา ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมแกมรูปไข่กลับ ผลมีขนาดกว้างประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-1.2 เซนติเมตร ผลผนังชั้นในแข็ง ผนังของผลลักษณะคล้ายแผ่นหนัง มีขน ผลเมื่อแก่เป็นสีเขียว ส่วนผลสุกเป็นสีม่วงดำ ภายในผลมีเมล็ดแข็ง 1 เมล็ด โดยจะออกผลในช่วงเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนตุลาคม

ภาพจาก vichakaset.com

สรรพคุณของพลับพลา

  1. พลับพลา สรรพคุณของแก่นช่วยแก้หืด ด้วยการใช้แก่นพลับพลา ผสมกับแก่นโมกหลวง แก่นจำปา ลำต้นกำแพงเจ็ดชั้น ลำต้นสบู่ขาว ลำต้นพลองเหมือด และลำต้นคำรอก นำมาต้มกับน้ำดื่มจะช่วยแก้หืดได้ หรือจะใช้เนื้อไม้หรือแก่นนำมาต้มกับน้ำดื่มเลยก็แก้หืดได้เช่นกัน
  2. เปลือกใช้ผสมปรุงเป็นยาบำรุงโลหิตสตรี
  3. ช่วยกระจายโลหิต
  4. ลำต้นใช้เป็นยาประกอบรักษาโรคลำไส้
  5. ผลแก่มีรสเปรี้ยวใช้รับประทานเป็นยาระบาย
  6. เปลือกต้นใช้ทำลายพิษจองต้นยางน่องได้

ขอบคุณ ที่มา : หนังสือสมุนไพรพื้นบ้าน และ วิกิพีเดีย